ไม่ต้องสงสัยเลยว่าร่างกายทุกส่วนของมนุษย์จะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อได้รับโภชนาการที่มีคุณภาพสูงอย่างสม่ำเสมอ การขาดสารอาหารใดๆ ก็ตามย่อมส่งผลต่อระบบร่างกายของมนุษย์อย่างมากเนื่องจากร่างกายเป็นระบบที่มีความซับซ้อนซึ่งต้องพึ่งพาการทำงานของระบบต่างๆ ที่ต้องพึ่งพาอาศัยกันและกันจำนวนมาก 

อาหารเสริมประเภท วิตามินรวมและแร่ธาตุ ที่มีประสิทธิภาพสูงควรจะให้วิตามินที่จำเป็น 13 ชนิดและแร่ธาตุที่จำเป็น 14 ชนิดในปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละวันเพื่อให้เนื้อเยื่อและอวัยวะในร่างกายของคุณทำงานตามหน้าที่ของมันได้ แม้ว่าจะต้องการสารเหล่านี้ในปริมาณเล็กน้อยเท่านั้น แต่วิตามินและแร่ธาตุจำเป็นเหล่านี้มีความสำคัญต่อการสร้างเนื้อเยื่อของร่างกายและการทำงานของเอนไซม์—โมเลกุลซึ่งมีส่วนในการเร่งความเร็วของปฏิกิริยาเคมีที่จำเป็นต่อการทำงานของร่างกายมนุษย์ 

วิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นคืออะไร?

คำว่า "จำเป็น" หมายความว่าร่างกายของเราไม่สามารถผลิตสารประกอบเหล่านี้ได้ เราต้องพึ่งพาอาหารหรือแหล่งอาหารเสริม

วิตามินและแร่ธาตุจำเป็นสำหรับปฏิกิริยาทางชีวเคมีที่เฉพาะเจาะจงหรือกระบวนการของร่างกายที่จะเกิดขึ้น การทานวิตามินและแร่ธาตุจำนวนมาก ซึ่งมอบค่าอาหารที่แนะนำ (RDA) หรือปริมาณอาหารที่แนะนำ (RDI) สามารถทำหน้าที่เหมือนกรมธรรม์ประกันว่ามีการบริโภคสารอาหารที่จำเป็นเหล่านี้อย่างเพียงพอ

วิตามิน

  1. ไบโอติน เป็นที่รู้จักกันอย่างดีว่าเพิ่มความแข็งแรงของเล็บและส่งเสริมสุขภาพผมที่ดี นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ในการผลิตและการใช้ไขมันและกรดอะมิโน
  2. โคลีน ทำหน้าที่สำคัญในการเผาผลาญไขมันและกรดอะมิโนอย่างเหมาะสม โคลีนยังเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างอะซิติลโคลีนสารสื่อประสาทที่สำคัญ และส่วนประกอบหลักของเยื่อหุ้มเซลล์ของเรา เช่น ฟอสฟาติดิลโคลีน (เลซิติน) และสฟิงโกไมลิน
  3. ไนอาซิน เป็นหนึ่งในโมเลกุลที่สำคัญในร่างกายมนุษย์ และเกี่ยวข้องกับกระบวนการของเซลล์มากมาย ซึ่งรวมถึงการผลิตพลังงาน การซ่อมแซมเซลล์ การซ่อมแซม DNA และการปรับการทำงานของเซลล์โดยรวมให้เหมาะสม
  4. กรดแพนโทเทนิก มีบทบาทสำคัญในการใช้ไขมันและคาร์โบไฮเดรตในการผลิตพลังงานและการผลิตฮอร์โมนต่อมหมวกไตและเซลล์เม็ดเลือดแดง
  5. ไรโบฟลาวิน ทำงานในเอนไซม์สำคัญสองชนิดที่เกี่ยวข้องกับการผลิตพลังงาน
  6. ไทอามีน จำเป็นต่อการผลิตพลังงานในทุกเซลล์ของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหัวใจและสมอง
  7. วิตามินเอ มีความจำเป็นต่อการมองเห็น การทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน การเจริญเติบโตและพัฒนาการ การสืบพันธุ์ และความสมบูรณ์ของผิวหนังและเยื่อเมือก
  8. วิตามินบี 6 เกี่ยวข้องกับการก่อตัวของโปรตีนและสารประกอบโครงสร้าง ตัวส่งสัญญาณเคมีในระบบประสาท เซลล์เม็ดเลือดแดง การรักษาสมดุลของฮอร์โมน และการทำงานของภูมิคุ้มกันที่เหมาะสม
  9. วิตามินบี 12 ทำงานร่วมกับกรดโฟลิกในการสังเคราะห์ DNA เซลล์เม็ดเลือดแดง  และปลอกไมอีลิน
  10. วิตามินซี ช่วยให้ร่างกายของเราผลิตคอลลาเจนซึ่งเป็นสารโปรตีนหลักของร่างกายมนุษย์ นอกจากนี้ยังมีความสำคัญต่อการทำงานของภูมิคุ้มกัน
  11. วิตามินดี กระตุ้นการดูดซึมแคลเซียมและมีความสำคัญต่อการทำงานของภูมิคุ้มกันที่เหมาะสม
  12. วิตามินอี ทำหน้าที่หลักเป็นสารต้านอนุมูลอิสระหรือป้องกันความเสียหายต่อเยื่อหุ้มเซลล์
  13. วิตามินเค เป็นที่ทราบกันดีในการสร้างการแข็งตัวของเลือด และจำเป็นสำหรับการสร้างกระดูกที่แข็งแรงและการทำงานของภูมิคุ้มกันที่เหมาะสม

แร่ธาตุ

  1. แคลเซียม เป็นแร่ธาตุที่มีมากที่สุดในร่างกาย นอกจากหน้าที่หลักในการสร้างและบำรุงรักษากระดูกและฟันของเราแล้ว แคลเซียมยังช่วยทำปฏิกิริยาของเอนไซม์จำนวนมากในร่างกายอีกด้วย การหดตัวของกล้ามเนื้อ การปลดปล่อยสารสื่อประสาท และการควบคุมการเต้นของหัวใจล้วนขึ้นอยู่กับแคลเซียม
  2. คลอไรด์ทำงานร่วมกับโซเดียมและโพแทสเซียมในรูปแบบของอิเล็กโทรไลต์ในความสมดุลและการกระจายตัวของน้ำ ความสมดุลของกรด-เบส กล้ามเนื้อและเส้นประสาท ความดันโลหิต และการทำงานของหัวใจ ไต และต่อมหมวกไต
  3. โครเมียม ทำงานในร่างกายเป็นองค์ประกอบสำคัญของ "ปัจจัยความทนทานต่อกลูโคส" โครเมียมทำงานอย่างใกล้ชิดกับอินซูลินเพื่อช่วยในการดูดซึมกลูโคสเข้าสู่เซลล์ และทำให้มีประโยชน์ในการช่วยสนับสนุนการเผาผลาญกลูโคสที่เหมาะสม
  4. ทองแดง จำเป็นสำหรับการดูดซึมและการใช้ธาตุเหล็กอย่างเหมาะสม ทองแดงยังจำเป็นสำหรับการเชื่อมขวางของคอลลาเจนและอีลาสตินเพื่อให้เนื้อเยื่อเกี่ยวพันมีความสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีความสำคัญสำหรับระดับคอเลสเตอรอลที่เพียงพอและการทำงานของภูมิคุ้มกัน
  5. ไอโอดีน เป็นแร่ธาตุจำเป็นในการผลิตฮอร์โมนไทรอยด์
  6. ธาตุเหล็ก มีบทบาทสำคัญในโมเลกุลฮีโมโกลบินของเซลล์เม็ดเลือดแดง (RBC) มันขนส่งออกซิเจนจากปอดไปยังเนื้อเยื่อของร่างกายและคาร์บอนไดออกไซด์จากเนื้อเยื่อไปยังปอด ธาตุเหล็กยังทำงานในเอ็นไซม์สำคัญหลายชนิดในการผลิตพลังงานและการเผาผลาญพลังงาน ซึ่งรวมถึงการสังเคราะห์ DNA
  7. แมกนีเซียม กระตุ้นเอนไซม์จำนวนมากในร่างกาย การขาดแมกนีเซียมนี้เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย อาการของภาวะขาดแมกนีเซียม ได้แก่ เหนื่อยล้า ซึมเศร้า หงุดหงิด อ่อนแรง หัวใจผิดปกติ ปวดกล้ามเนื้อ นอนไม่หลับ และมีแนวโน้มที่จะเครียด
  8. แมงกานีส ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การเผาผลาญพลังงาน และการทำงานของฮอร์โมนไทรอยด์ แมงกานีสยังทำหน้าที่ในเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระซูเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเตสหรือ SOD
  9. โมลิบดีนัม เกี่ยวข้องกับการล้างพิษแอลกอฮอล์ การก่อตัวของกรดยูริก และการเผาผลาญกำมะถัน
  10. ฟอสฟอรัส ทำงานร่วมกับแคลเซียมเพื่อส่งเสริมสุขภาพกระดูก
  11. โพแทสเซียม เป็นอิเล็กโทรไลต์ที่ทำหน้าที่รักษาการทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งรวมถึงความสมดุลและการกระจายตัวของน้ำ ความสมดุลของกรด-เบส กล้ามเนื้อและเส้นประสาท ความดันโลหิต หัวใจ ไต และการทำงานของต่อมหมวกไต
  12. ซีลีเนียม ทำงานร่วมกับวิตามินอีในการป้องกันการทำลายเยื่อหุ้มเซลล์จากอนุมูลอิสระ
  13. โซเดียมทำงานร่วมกับคลอไรด์และโพแทสเซียมในรูปแบบของอิเล็กโทรไลต์ในความสมดุลและการกระจายตัวของน้ำ ความสมดุลของกรด-เบส กล้ามเนื้อและเส้นประสาท ความดันโลหิต และการทำงานของหัวใจ ไต และต่อมหมวกไต
  14. สังกะสี มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำงานของภูมิคุ้มกันที่เหมาะสม การสมานแผล การทำงานของประสาทสัมผัส สมรรถภาพทางเพศ และสุขภาพผิว

ส่วนผสม 10 ชนิดที่ควรหลีกเลี่ยงในวิตามินรวมของคุณ

วิตามินรวมยอดนิยมจำนวนมากที่พบในร้านขายยาหรือห้างสรรพสินค้าได้มีการดึงดูดผู้ซื้อด้วยคำว่า “แนะนำโดยแพทย์และเภสัชกร” แต่กลับมีแร่ธาตุจำเป็นสำคัญในปริมาณน้อยและมีส่วนผสมของสารสังเคราะห์เจือปน 

นี่เป็นรายการส่วนผสมไม่กี่รายการที่มีการระบุบนป้ายผลิตภัณฑ์วิตามินรวมขายดีซึ่งไม่มีเหตุผลที่เป็นประโยชน์ต่อการเติมลงไปในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารดังนี้

1. วิตามินอีสังเคราะห์

วิตามินอีสังเคราะห์ (d,l-alpha-tocopherol, หรือ -tocopheryl) เป็นวิตามินที่ไม่อยู่ในรูปแบบตามธรรมชาติมีราคาถูกซึ่งอาจรบกวนการนำวิตามินอีในรูป d-alpha ตามธรรมชาติไปใช้ประโยชน์ของร่างกายได้

2. บีตา-แคโรทีนสังเคราะห์

บีตา-แคโรทีนสังเคราะห์มีองค์ประกอบทางเคมีที่แตกต่างจากบีตา-แคโรทีนที่ได้จากธรรมชาติอย่างมาก เช่น หากได้จากสาหร่ายสกุลดูนาลิเอลลา (Dunaliella algae) 

3. BHT

บิวทิล ไฮดรอกซี่ โทลูอีน หรือ BHT เป็นสารต้านอนุมูลอิสระสังเคราะห์ที่มีการใช้เพื่อป้องกันการสูญเสียวิตามินอีและบีตา-แคโรทีน 

4. แป้งข้าวโพด

มีการใช้แป้งข้าวโพดพรีเจลาติไนซ์จากข้าวโพดที่ได้จากการดัดแปลงพันธุกรรมเป็นสารยึดเกาะเพื่อยึดอัดเม็ดยาเข้าไว้ด้วยกัน

5. น้ำมันปาล์มเติมไฮโดรเจน

น้ำมันปาล์มเติมไฮโดรเจนเป็นไขมันที่มีการปรับเปลี่ยนทางเคมีเพื่อใช้เป็นสารหล่อลื่น ในปี 2015 องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ได้กำหนดให้ไขมันประเภทนี้ไม่จัดเป็นสารที่ได้รับการยอมรับว่าปลอดภัย (GRAS) อีกต่อไปเมื่อใช้ในอาหาร แต่อย่างไรก็ตามด้วยเหตุผลบางประการบางบริษัทยังคงใช้น้ำมันปาล์มเติมไฮโดรเจนในผลิตภัณฑ์อาหารเสริมชนิดเม็ด

6. โพลีเอธิลีน ไกคอล

สารโพลีเอธิลีน ไกคอลเป็นสารประกอบที่ได้มาจากปิโตรเลียมผสมเข้ากับวัสดุปริมาณมวลก่อนจะอัดเป็นเม็ดเพื่อให้ไหลได้ดีขึ้นในเครื่องจักร

7. สแตนนัสคลอไรด์

มีการเติมสารสแตนนัสคลอไรด์เพื่อป้องกันไม่ให้เม็ดยาเปลี่ยนสี

8. ทัลก์

ใช่แล้ว ทัลก์ ก็คือแป้งทัลคัม ใช้เพื่อปรับให้วัตถุดิบไหลได้ดีขึ้นในระหว่างกระบวนการอัดเป็นเม็ดยาและช่วยทำให้การอัดส่วนประกอบเป็นเม็ดยาทำได้ดีขึ้น

9. ไทเทเนียมไดออกไซด์

มีการใช้ไทเทเนียมไดออกไซด์เพื่อดูดความชื้น และ/หรือเพื่อสร้างความขาวและความขุ่นให้กับเม็ดยา มีการห้ามใช้ไทเทเนียมไดออกไซด์ในยุโรปเนื่องจากมีการแสดงให้เห็นถึงการเป็นสาเหตุของการเกิดพิษต่อสารพันธุกรรม

10. ผงสี Yellow 6 Lake

ผงสี Yellow 6 Lake เป็นสีเหลืองออแกนิกส์สังเคราะห์ FD&C เป็นสีชนิด # 6 Aluminum Lake เป็นสีสังเคราะห์ที่ใช้เพื่อให้โทนสีแดงอมเหลืองต่อเม็ดยาและไม่มีวัตถุประสงค์อื่นอีก

วิธีการเลือกวิตามินรวมที่เหมาะกับคุณ

ส่วนผสมที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงบางส่วนของปัญหาที่คุณอาจจะพบได้ ในผลิตภัณฑ์วิตามินรวมและแร่ธาตุ แต่น่าเสียดายที่ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีคุณภาพจำนวนมากหลีกเลี่ยงการลดต้นทุนด้วยส่วนผสมราคาถูกและสารเพิ่มปริมาณ หากคุณพบส่วนผสมบนป้ายผลิตภัณฑ์ที่คุณไม่แน่ใจว่าเป็นสารชนิดใด โปรดหาข้อมูลบน iHerb หรือเสิร์ชเอนจินที่คุณใช้  

อีกปัญหาหนึ่งที่มีความสำคัญที่จะต้องกล่าวถึงนั้นคือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ตรงตามที่ได้กล่าวอ้างสรรพคุณ มันเป็นปัญหาที่ปรากฏขึ้นซ้ำๆ ในช่วงเวลาหลายปี โดยทั่วไปแบรนด์ที่เป็นที่ยอมรับจะใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เป็นที่รู้จักกันว่าเป็น “หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร” หรือ GMPs เพื่อมุ่งมั่นทำงานอย่างหนักเพื่อให้เป็นไปตามคำกล่าวอ้างบนฉลาก แต่ปัญหาก็คือเกือบทุกครั้งที่มักจะพบว่าบริษัทต่างๆ ไม่มีสารอาหารที่แท้จริง  

มองหาการรับรองคุณภาพ

เมื่อมองหา วิตามินรวม หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอื่นใดสำหรับสิ่งสำคัญคือมองหาการรับรองคุณภาพ

iHerb จัดการกับการควบคุมคุณภาพในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโดยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มาจากแบรนด์ที่มีการนำหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหารมาใช้เท่านั้น ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจำนวนมากได้รับการรับรองจากองค์กรต่างๆ ที่มีแนวนโยบายที่เข้มงวด อย่างเช่น NSF® (National Science Foundation), USP® (United States Pharmacopeia), UL® (Underwriters Laboratories) และ ISURA® 

iHerb ยังก้าวไปอีกขั้นสำหรับหลักปฏิบัติเพื่อความโปร่งใสผ่านโปรแกรมการทดสอบที่เรียกว่า iTested ผลิตภัณฑ์แต่ละรายการที่มีโลโก้ iTested จะผ่านกระบวนการต่างๆ ดังนี้

  • ผ่านการทดสอบส่วนผสม ความบริสุทธิ์ และการจัดการฉลากตามข้อกำหนดโดยห้องปฏิบัติการทดสอบอิสระบุคคลที่ 3 ที่ได้รับการรับรอง
  • นำเสนอความโปร่งใสอย่างสมบูรณ์โดยการเสนอรายงานที่ได้รับการรับรอง
  • อนุญาตให้มีการรับรองคุณภาพ มีความน่าเชื่อถือและรับประกันผลิตภัณฑ์